วารสารวิชาการข้าว https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ <p><strong>วารสารวิชาการข้าว</strong> เป็นวารสารราย 6 เดือน ของกรมการข้าว ประกอบด้วย 2 ฉบับต่อปี ได้แก่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการด้านข้าว</p> <p>โดยบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ต้องเป็นบทความวิจัย (research articles) และบทความปริทัศน์ (review articles) ทางวิชาการด้านข้าว ที่มีเนื้อหาสาระทั้งทางด้านพันธุ์ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม เทคโนโลยีการผลิต การอารักขา เทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป วิทยาการเมล็ดพันธุ์และมาตรฐานพันธุ์ รวมทั้งสาขาและวิทยาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าว ครอบคลุมทั้งประเภทงานวิจัยพื้นฐาน และงานวิจัยประยุกต์ โดยบทความที่ตีพิมพ์ทุกเรื่องต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองด้วยระบบการตรวจอ่านแบบผู้ประเมินบทความและผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อของแต่ละฝ่าย (double-blinded review system) โดยผู้ประเมินบทความจากภายนอกหน่วยงาน (external reviewers) จำนวน 2 ท่าน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>วารสารวิชาการข้าว</strong> เป็นวารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI) และอยู่ในฐานข้อมูล TCI วารสารกลุ่มที่ 1 ตามผลการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 พ.ศ. 2568-2572 โดยมีระยะเวลาการรับรองคุณภาพวารสาร<span class="x_bold">ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</span></p> th-TH ploypilin.t@rice.mail.go.th (กองบรรณธิการ) thairrj.rd@gmail.com (กองบรรณธิการ) Tue, 30 Dec 2025 06:42:23 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ข้าวเจ้าพันธุ์ กข111 (เจ้าพระยา 72) https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/121 <p>การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีศักยภาพในการให้ผลผลิตมากขึ้นกว่าพันธุ์เดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นการเพิ่มผลิตภาพและรายได้ให้แก่ชาวนา รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าข้าวกับต่างประเทศ ดังนั้น การปรับปรุงพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูง คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและเคมีเป็นที่ต้องการของตลาด ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ เป็นภารกิจจำเป็นเร่งด่วน สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนาชลประทานภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทได้ดำเนินการผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ PSL09082-CNT-140-2-3-1-1-2-1 ซึ่ง ให้ผลผลิตสูงเป็นพันธุ์แม่ กับ PSL14190-MAS(6)-CNT-15-5 ซึ่ง ต้านทานโรคขอบใบแห้งเป็นพันธุ์พ่อ ในฤดูนาปรัง 2559 ปลูกคัดเลือกชั่วที่ 2 ถึง 7 แบบสืบตระกูล ได้สายพันธุ์ CNT16022-57-1-2-4-2 ปลูกศึกษาพันธุ์ และดำเนินการตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ คือปลูกเปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานีที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ชัยนาท และลพบุรี ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ในจังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี ปทุมธานี และราชบุรี วิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพ และทางเคมี ทดสอบความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ การตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน ทดสอบเสถียรภาพการให้ผลผลิตในแปลงเกษตรกร และการยอมรับของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ถึง 2566 และเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2567 คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ได้มีมติให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 ให้ชื่อว่าข้าวเจ้าพันธุ์ “กข111” (เจ้าพระยา 72) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100-110 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม และ 110-116 วัน โดยวิธีปักดำ ลักษณะทรงกอตั้งต้นสูงประมาณ 112-122 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียว มุมปลายใบตั้งตรง ใบธงยาว 40.5 เซนติเมตร กว้าง 2.1 เซนติเมตร มุมใบธงตั้งตรง คอรวงโผล่เล็กน้อย รวงแน่นปานกลาง ยาว 30.2 เซนติเมตร จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 248 เมล็ด เมล็ดร่วงง่าย ผลผลิตเฉลี่ย 870 กิโลกรัมต่อไร่ ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,176 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะพักตัว 2-3 สัปดาห์ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด เท่ากับ 29.98 กรัม เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ยาว 11.04 มิลลิเมตร กว้าง 2.65 มิลลิเมตร หนา 2.06 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวกล้อง รูปร่างเรียว ยาว 8.02 มิลลิเมตร กว้าง 2.22 มิลลิเมตร หนา 1.88 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวสารยาว 7.74 มิลลิเมตร กว้าง 2.16 มิลลิเมตร หนา 1.82 มิลลิเมตร คุณภาพการสีดีมากโดยมีข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวร้อยละ 52.14 สามารถผลิตข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ เป็นข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวท้องไข่น้อย (0.13) ปริมาณอมิโลสสูง (ร้อยละ 26.68) ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับแป้งสุกอ่อน (ระยะทางการไหลของแป้งสุก 61.5 มิลลิเมตร) อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ข้าวสุกมีลักษณะสีขาวนวล ค่อนข้างร่วน คล้ายพันธุ์ชัยนาท 1 ค่อนข้างต้านทานโรคขอบใบแห้ง และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคไหม้ เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางของประเทศไทย</p> ชวนชม ดีรัศมี, เบญจวรรณ พลโคต, กาญจนา กันธิยะ, อลิษา เสนานุสย์, คณิตา เกิดสุข, ชโลทร หลิมเจริญ, มณฑิชา ถุงเงิน, เกษศิณี พรโสภณ, ปวีณา ก๋าเรือง, ประดิษฐ์ อุ่นถิ่น, ภูวิวรรธน์ ทิพย์เคลือ, รุ่งนภา วงษ์สกุล, ณัฐ ผลอ้อ, ดวงพร วิธูรจิตต์, ชัยรัตน์ จันทร์หนู, ดวงกมล บุญช่วย, ปรารถนา สุขศิริ, โสพิต บุญธรรม, วัชรีย์ อยู่สิงห์, นรินทร์ คันทจักร์, นิตยา ขุนบรรเทา, วิภาวดี ทองเอก, เฉลิมชาติ ฤาไชยคาม, ณัฏฐนิช ถาวรแก้ว, สุภาพร จันทร์บัวทอง, วัลภา ทองรักษ์, วัชรี สุขวิวัฒน์, ปราณี มณีนิล, กนกอร วุฒิวงศ์, ธารารัตน์ มณีน่วม, มุ่งมาตร วังกะ, พัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง, ประกอบกิจ ดังไธสงค์, สุกัญญา ดาผา, กิตติมา รักโสภา, ประจักษ์ เหล็งบำรุง, เจริญ ทองระย้า, กิตติพงษ์ ศรีม่วง, บังอร ธรรมสามิสรณ์, ปวิตร จันทร์หอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กรมการข้าว https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/121 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ข้าวเจ้าพันธุ์ กข117 https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/137 <p>ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์ข้าวเจ้าที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมปลูกมากที่สุด เพราะมีคุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีกลิ่นหอม แต่ให้ผลผลิตเพียง 351 กิโลกรัมต่อไร่ ลำต้นสูงหักล้มง่าย ไม่ทนต่อสภาพแล้ง อ่อนแอต่อโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย ทนแล้ง ต้านทานต่อโรคไหม้และขอบใบแห้ง คุณภาพการหุงต้มและรับประทานใกล้เคียงกับพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 สำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำ ฝนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติได้ผสมพันธุ์ข้าวเจ้าสายพันธุ์ IR57514-PMI-5-B-1-2 ซึ่ง มีลำต้นเตี้ย และทนแล้งเป็นพันธุ์แม่ กับข้าวเจ้าสายพันธุ์ RGDU99016-MAS-77 ซึ่ง เป็นข้าวสายพันธุ์ผสมฐานพันธุกรรมพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ต้านทานต่อโรคไหม้และขอบใบแห้ง คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี เป็นพันธุ์พ่อ โดยผสมกลับกับสายพันธุ์ IR57514-PMI-5-B-1-2 จำนวน 4 ครั้ง ปลูกคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสมกลับครั้งที่ 4 ชั่วที่ 2 ปลูกคัดเลือกผสมกลับครั้งที่ 4 ชั่วที่ 3-5 แบบสืบตระกูล ชั่วที 6-7 แบบคัดรวม ที่หน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ปลูกคัดเลือกผสมกลับครั้งที่ 4 ชั่วที่ 8 แบบคัดรวม ที่ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ปลูกคัดเลือกผสมกลับครั้งที่ 4 ชั่วที่ 9 แบบสืบตระกูล ที่ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย จนได้สายพันธุ์ RGDU07343-14-10-4-B-B-CPA-B-NKI-2 ปลูกศึกษาพันธุ์และศึกษาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ตามขั้นตอน คือ การเปรียบเทียบผลผลิต ทดสอบความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว การตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน คุณภาพเมล็ดทางกายภาพ คุณภาพการสี คุณภาพเมล็ดทางเคมี คุณภาพการหุงต้ม และรับประทาน ดำเนินการช่วงปี พ.ศ. 2550-2567 คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าวได้มีมติให้เป็นพันธุ์รับรอง ใช้ชื่อว่าข้าวเจ้าพันธุ์ กข117 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ปลูกได้เฉพาะฤดูนาปี เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ ออกดอกร้อยละ 50 ประมาณวันที่ 16 ตุลาคม เก็บเกี่ยวประมาณวันที่ 18 พฤศจิกายน ให้ผลผลิตสูงสุด 868 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 653 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105 ทรงกอตั้งความสูงประมาณ 113 เซนติเมตร ลำต้นแข็งมาก รวงยาว 27.9 เซนติเมตร ลักษณะรวงแน่น ปานกลาง คอรวงสั้น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 153 เมล็ดน้ำหนัก 1,000 เมล็ด 28.1 กรัม เปลือกสีฟางร่องน้ำตาล ข้าวเปลือกมีความยาวเฉลี่ย 10.35 มิลลิเมตร กว้าง 2.64 มิลลิเมตร หนา 2.03 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาว มีความยาวเฉลี่ย 7.32 มิลลิเมตร กว้าง 2.21 มิลลิเมตร หนา 1.79 มิลลิเมตร จัดเป็นข้าวเจ้าเมล็ดยาว รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย (0.18) คุณภาพการสีดี ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวร้อยละ 46.0 อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ปริมาณอมิโลสต่ำ (ร้อยละ 16.1) ความคงตัวของแป้งสุกต่ำ อัตราการยืดตัวของข้าวสุกปกติ (1.64 เท่า) ลักษณะข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ปริมาณสารความหอม (2AP) ในข้าวกล้อง 1.94 ppm ระยะพักตัวของเมล็ด 6 สัปดาห์ ต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าเชื้อ สาเหตุที่ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย อุดรธานี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ สกลนคร และอุบลราชธานี และค่อนข้างต้านทานต่อโรคขอบใบแห้งเชื้อสาเหตุที่ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย อุดรธานี สกลนคร และอุบลราชธานี อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงเชื้อสาเหตุจังหวัดสกลนคร และอุบลราชธานี อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และแมลงบั่ว ประชากรจังหวัดแพร่ ทนต่อสภาพแล้งดีกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยแล้งหรือพื้นที่มีโรคไหม้และขอบใบแห้งระบาด</p> อภิชาติ สายยศ, รัฐธิภา ธนารักษ์, จิรวุฒ ภาสดา, นารีรัตน์ พยุงธรรมแก้วทา, ธานี ชื่นบาน, สมใจ สาลีโท, สุรเชษฐ์ ชามนตรี, อังคณา กันทาจันทร์, คนึงนิจ ศรีวิลัย, วิรงค์รัตน์ พิมพ์แสน, สุภาภรณ์ จันทะนุด, อัธยา นักทำนา, ประจวบ มุทเสน, ชาญชัย คำเบ็ง, นันทิดา เสนาอาจ, วริยา ฉุนจัตุรัส, รุจิรัตน์ วงษ์จันทร์แดง, เรณู จำปาเกตุ, พุธชาติ ศรีพนม, รุ่งฤดี ทัณทะรักษ์, สังวร ชาติชำนิ, ศุภมิตร ไชยนุ, พรภิรมย์ ผลบุญ, สุวิทย์ กุลสุข, พิษณุ หินตั้ง, ปริชาติ คงสุวรรณ, นภสร แก้ววิเศษ, ธนธัช ตะสันเทียะ, สุพัฒนา บุรีรัตน์, ธัญวราภรณ์ ปรุงฆ้อง, ธีระวัช สุวรรณนวล, จงใจ มะปะเข, ชนะ ศรีสมภาร, ยศพร ตันสมรส, นันทิภา คำขจร, ยุพดี รัตนพันธ์, อลงกด ลีนารถ, ปัญญา คำแสนพันธ์, อนุชาติ คชสถิตย์, อุไรวรรณ คชสถิตย์, ปิยะนุช เทียงดีฤทธิ์, เดชอุดม ปามุทา, กฤษณา สัตยากุล, รานี เมตตาจิตร, รัฐพงศ์ มีกุล, วราภรณ์ วงศ์บุญ, พันนิภา ยาใจ, ธนาภา สมใจ, วัชรี สุขวิวัฒน์, ปราณี มณีนิล, กัญญา เชื้อพันธุ์, สุนันทา วงศ์ปิยชน, จินตนา ไชยวงค์, พยอม โคเบลลี่, กฤษณา สุดทะสาร, รณชัย ช่างศรี, ศุภลักษณา สนคงนอก, สุนิยม ตาปราบ, วีระศักดิ์ หอมสมบัติ, ธีรยุทธ ตู้จินดา, ศิริพร กออินทร์ศักดิ์, ศิริภา กออินทร์ศักดิ์, มีชัย เซี่ยงหลิว, Jona L. Seangliw ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการข้าว https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/137 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเพิ่มประสิทธิภาพชีวภัณฑ์เชื้อรา Metarhizium anisopliae สาเหตุโรคของแมลง เพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลศัตรูข้าวโดยชีววิธี https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/133 <p>เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (brown planthopper, <em>Nilaparvata lugens</em> (Stål)) เป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญต่อการปลูกข้าวในประเทศไทย กรมการข้าวแนะนำให้ใช้ชีวภัณฑ์เชื้อรา <em>Metarhizium anisopliae</em> (MNNKI033 (WT)) ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวในระบบการผลิตข้าว ส่งผลต่อประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์เชื้อรา <em>M. anisopliae</em> ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสภาพแปลงนา เพื่อคัดเลือกเชื้อรา<em> M. anisopliae</em> สายพันธุ์กลายที่ทนต่ออุณหภูมิสูง ต้านทานต่อสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเพิ่มประสิทธิภาพชีวภัณฑ์ ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสภาพแปลงนาจึงได้ดำเนินการวิจัยที่กองวิจัยและพัฒนาข้าว และศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ในช่วงปี พ.ศ. 2566-2568 โดยการชักนำให้เชื้อรา <em>M. anisopliae</em> (MNNKI033 (WT)) สายพันธุ์เดิมของกรมการข้าว ให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยการฉายรังสีแกมมา และสารเอธิลมีเทนซัลโฟเนต (ethyl methanesulfonate (EMS)) ได้เชื้อรา <em>M. anisopliae</em> สายพันธุ์กลายจากการฉายรังสีแกมมา ที่มีเปอร์เซ็นต์การตายร้อยละ 81 จำนวน 132 ไอโซเลท และสาร EMS จำนวน 95 ไอโซเลท จากนั้นคัดเลือกสายพันธุ์กลายที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นใยดี จากการกลายพันธุ์ด้วยการฉายรังสีแกมมา จำนวน 25 ไอโซเลท และสาร EMS จำนวน 21 ไอโซเลท นำสายพันธุ์กลายจากรังสีแกมมาและสาร EMS ที่มีความสามารถในการสร้างสปอร์สูง จำนวน 10 ไอโซเลท มาคัดเลือกความทนต่อสภาพอุณหภูมิสูง และทนทานต่อสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช พบว่า เชื้อราสายพันธุ์กลายทั้ง 10 ไอโซเลท มีการเจริญเติบโตได้ที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส และทนทานต่อสารไดโนทีฟูแรน บูโพรเฟซิน และไตรไซคลาโซล จึงนำเชื้อสายพันธุ์กลาย จำนวนอย่างละ 3 ไอโซเลท จากรังสีแกมมา (MNNKI033_RD_2023_MTG_7, MNNKI033_RD_2023_MTG_9 และ MNNKI033_RD_ 2023_MTG_10) และจากสาร EMS (MNNKI033_RD_2023_MTE_8, MNNKI033_RD_ 2023_MTE_13 และ MNNKI033_RD_2023_MTE_14) มาทดสอบประสิทธิภาพการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสภาพโรงเรือนทดลอง จำนวน 3 การทดลอง พบเปอร์เซ็นต์การตายสะสมเฉลี่ยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลร้อยละ 77.61 จากชีวภัณฑ์เชื้อสดเชื้อราสายพันธุ์กลาย ไอโซเลท MNNKI033_RD_2023_MTG_9 สอดคล้องกับผลการทดลองในสภาพนาอินทรีย์ ฤดูนาปรังปี 2568 ที่ไอโซเลท MNNKI033_RD_2023_MTG_9 ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตายสะสมเฉลี่ยร้อยละ 42.87 ซึ่งผลการทดลองทั้งสองแตกต่างจากการใช้ชีวภัณฑ์จากสายพันธุ์กรมส่งเสริมการเกษตร และการไม่ใช้ชีวภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และระยะเวลาที่ทำให้ตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตายร้อยละ 50 (Lethal Time: LT<sub>50</sub>) มีค่าน้อยกว่าไอโซเลท จากสายพันธุ์เดิมกรมการข้าว (MNNKI033 (WT)) และกรมส่งเสริมการเกษตร (MNDOAE) ซึ่งจากผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ในการเพิ่มประสิทธิภาพชีวภัณฑ์ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลภายใต้แปลงนาที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม</p> พยอม โคเบลลี่, ไอลดา ชุมแสง, อริษา จิตรติกรกุล, ธีรดา หวังสมบูรณ์ดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กรมการข้าว https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/133 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 จุลินทรีย์ดินเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตปุ๋ยชีวภาพสำหรับข้าว https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/139 <p>การนำแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช (พีจีพีอาร์) มาใช้ในนาข้าวเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและเป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างยั่งยืน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกและจำแนกชนิดแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชที่แยกได้จากดิน ดินรอบรากข้าว และรากข้าวจากระบบการปลูกข้าวทั้งในนิเวศนาข้าวอาศัยน้ำฝนและนิเวศนาชลประทาน สำหรับนำไปพัฒนาเป็นปุ๋ยชีวภาพ โดยการประเมินศักยภาพของแบคทีเรีย 28 ไอโซเลท ที่มีคุณสมบัติในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ ตรึงไนโตรเจน การผลิต indole-3-acetic acid หรือการละลายฟอสเฟต อย่างน้อย 2 คุณสมบัติ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่แยกจากดิน ดินรอบรากข้าว และรากข้าว พ.ศ. 2566 โดยนำมาศึกษาคุณสมบัติเพิ่มเติม ได้แก่ การผลิตฮอร์โมนจิบเบอเรลลินและสารซิเดอร์โรฟอร์ รวมทั้งการส่งเสริมการงอกของข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ในระยะ 7 วัน ในจานเพาะเลี้ยง เพื่อคัดเลือกตัวแทนเชื้อแบคทีเรีย 11 ไอโซเลท ที่มีอย่างน้อย 3 คุณสมบัติ นำไปทดสอบการส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ในสภาพโรงเรือนทดลอง ผลการวัดความสูง ความยาวราก และน้ำหนักแห้ง เมื่อข้าวอายุ 30 วัน พบว่า มีแบคทีเรีย 9 ไอโซเลท ที่ส่งเสริมให้ข้าวเจริญเติบโตทั้งด้านลำต้น ราก และมวลน้ำหนักแห้ง จากนั้นจำแนกชนิดแบคทีเรีย ด้วยลักษณะทางสัณฐานวิทยาสมบัติทางชีวเคมี การวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ 16S-23S rDNA และการวิเคราะห์นิวคลีโอไทด์ของ housekeeping genes แบบ multilocus sequence analysis พบเป็นแบคทีเรีย <em>Burkholderia vietnamiensis</em> จำนวน 1 ไอโซเลท <em>Burkholderia diffusa</em> จำนวน 1 ไอโซเลท <em>Ralstonia mannitolilytica</em> จำนวน 2 ไอโซเลท <em>Bacillus cabrialesii </em>จำนวน 2 ไอโซเลท <em>Bacillus subtilis</em> จำนวน 2 ไอโซเลท และ <em>Brucella</em> sp. จำนวน 1 ไอโซเลท จึงคัดเลือกเชื้อ <em>B. cabrialesii</em> ไอโซเลท NPT-CHEM2-RS-02_Bc_2023 และ SRI-ORG1-RS-06_Bc_2023 และเชื้อ <em>B. subtilis </em>ไอโซเลท NMA-CHEM2-11_Bc_2023 และ SMKPT1-02-CHEM_Bc_2023 ซึ่งมีศักยภาพสูงในการเป็นแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ที่มีความปลอดภัย ไม่เป็นเชื้อก่อโรคในมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เหมาะสำหรับนำไปทดสอบในสภาพแปลงนาและพัฒนาเป็นปุ๋ยชีวภาพสำหรับข้าวต่อไป</p> อริษา จิตรติกรกุล, พยอม โคเบลลี, ไอลดา ชุมแสง, วริยา ฉุนจัตุรัส, ธีรดา หวังสมบูรณ์ดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กรมการข้าว https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/139 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของช่วงเวลาปลูกต่ออายุเก็บเกี่ยวของข้าวพันธุ์ กข79 ในพื้นที่ปลูกจังหวัดนครสวรรค์ https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/126 <p>ข้าวพันธุ์ กข79 ที่นำไปปลูกในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ประสบปัญหาเรื่องอายุเก็บเกี่ยวที่ยาวนาน ขึ้นกับช่วงเวลาปลูกและละติจูดที่ปลูก งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาช่วงเวลาปลูกข้าวพันธุ์ กข79 ที่เหมาะสมในพื้นที่นาชลประทานที่มีการปลูกข้าวต่อเนื่องทั้ง ฤดูนาปรังและนาปีในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ วางแผนการทดลอง randomized complete block design (RCBD) จำนวน 24 กรรมวิธี 4 ซ้ำ ดำเนินการที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ โดยทำการตกกล้าข้าวพันธุ์ กข79 ทุกๆ วันที่ 1 และ 15 ของเดือน จำนวน 12 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 เมื่อต้นกล้าอายุ 15 วัน นำไปปักดำในกระถางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 นิ้ว บรรจุดิน 20 กิโลกรัม จำนวนกระถางละ 3 กอ กอละ 3 ต้น นำกระถางลงวางในวงบ่อของแปลงทดสอบพันธุ์ ใส่ปุ๋ย 2 ครั้งตามคำแนะนำ บันทึกข้อมูลวันออกดอกร้อยละ 50 อายุเก็บเกี่ยว ข้อมูลการเจริญเติบโตทางลำต้น และองค์ประกอบของเมล็ดพันธุ์ พบว่า ข้าวที่ตกกล้าวันที่ 1 พฤษภาคม มีระยะเวลาที่ข้าวออกดอกร้อยละ 50 เฉลี่ยนานที่สุด 121 วัน ความยาวของช่วงแสงที่ข้าวได้รับเฉลี่ย 12 ชั่วโมง 35 นาที ส่งผลให้อายุเก็บเกี่ยวมากที่สุด 151 วัน และให้ผลผลิตน้อยที่สุด ส่วนข้าวที่ตกกล้าวันที่ 15 กันยายน มีระยะเวลาออกดอกร้อยละ 50 เฉลี่ยสั้นที่สุด 82 วัน ความยาวของช่วงแสงที่ข้าวได้รับเฉลี่ย 11 ชั่วโมง 17 นาที ส่งผลให้อายุเก็บเกี่ยวสั้นที่สุด 112 วัน และให้ผลผลิตปานกลาง ช่วงเวลาปลูกข้าวพันธุ์ กข79 ที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ในเขตชลประทาน ดังนี้ ฤดูนาปรัง 1 ต้นเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมกราคม เป็นช่วงเวลาตกกล้าที่เหมาะสม โดยข้าวจะมีอายุ 120-123 วัน และให้ผลผลิตมากที่สุด ไม่ควรชะลอการปลูกเกินกลางเดือนมกราคม เพราะอายุข้าวจะเริ่มลดลง ทำให้ผลผลิตลดลงตามไปด้วย ฤดูนาปรัง 2 ควรเริ่มตกกล้าต้นเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนเมษายน โดยจะให้ผลผลิตน้อยกว่าฤดูนาปรัง 1 แต่มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 147 วัน จึงไม่แนะนำให้ปลูกข้าวพันธุ์ กข79 ในฤดูนาปรัง 2 เพราะจะเก็บเกี่ยวไม่ทันในช่วงการปลูกฤดูนาปี สำหรับฤดูนาปี ควรปลูกให้ช้ากว่าข้าวพันธุ์อื่นคือ ต้นเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนสิงหาคม เพราะข้าวจะให้ผลผลิตค่อนข้างมากและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น 120-125 วัน และไม่ควรปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน เพราะอายุเก็บเกี่ยวจะนาน และให้ผลผลิตน้อยที่สุด โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม สำหรับการผลิตเป็นเมล็ดข้าวพันธุ์ กข79 วันปลูกทุกระยะไม่มีผลกระทบต่อความงอกของเมล็ดพันธุ์</p> ปัณณ์พัฒน์ อินพิทักษ์, สุจิตรา ซื่อสัตย์, โอภาส ประภัสโร, วงเดือน ฟักขำ, นภัส ยิ้มกรุง, ถกลรัตน์ แซ่ลิ้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กรมการข้าว https://li03.tci-thaijo.org/index.php/TRRJ/article/view/126 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700